วันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

สัญญาณชัดขึ้น ดอกเบี้ยนโยบาย! ธปท.-แบงก์เห็นพ้องกดไม่ลงส่วนต่างดอกเบี้ย

จัดทำโดย นางสาวรัตน์จรี สัมมาแก้ว
เลขทะเบียน 5101103153

นาง ธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวภายหลังการเชิญผู้บริหารธนาคารพาณิชย์มาหารือวานนี้ (13 ก.ค.) ว่า เป็นการพบปะเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจการ เงิน สถาบันการเงิน และระบบการชำระเงิน โดย ธปท.ได้ประเมินภาพรวมของเศรษฐกิจครึ่งปีแรกให้ธนาคารพาณิชย์รับทราบว่า เศรษฐกิจในครึ่งปีแรกขยายตัวได้ดีตามการขยายตัวของภาคเอกชน และการส่งออก ขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองมีความเสี่ยงลดลง ทำให้การขยายตัวในครึ่งปีหลังเกิดขึ้นได้ต่อเนื่อง และความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยภาครัฐจึงมีความจำเป็นลดลง ขณะที่ ธปท.ขอให้ธนาคารพาณิชย์เตรียมความพร้อมสำหรับเกณฑ์มาตรฐานทางการเงินใหม่ที่ จะเริ่มนำมาใช้ในปี 2554 เช่น บาเซิล 3 และมาตรฐานทางบัญชี ไอเอเอส 39 ที่มีรายละเอียดมากขึ้น โดยจะมีการประเมินร่วมกันว่า เกณฑ์ใดที่มีความเหมาะสมนำมาใช้กับระบบสถาบันการเงินไทย

ด้านนาย อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวเพิ่มเติมว่า จากภาวะเศรษฐกิจในครึ่งแรกของปีขยายตัวได้ค่อนข้างดีในทุกภาคส่วนของ เศรษฐกิจ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง ขยายตัวดีต่อเนื่อง ซึ่งจากทิศทางที่ ธปท.เล่าให้ฟัง ทำให้สามารถจับสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ว่าน่าจะเกิดขึ้น เพราะ ธปท.เห็นเป็นเรื่องจำเป็นในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวได้ดี "เท่าที่ ธปท.เล่าเกี่ยวกับเศรษฐกิจและแนวโน้มในอนาคต เหมือนเป็นการส่งสัญญาณให้แบงก์พาณิชย์ทราบแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงิน ของ ธปท. ว่า จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่จะเป็นการปรับขึ้นในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินวันนี้ (14 ก.ค.) เลยหรือไม่นั้น คงต้องขึ้นกับการประเมินภาพของ กนง.อีกครั้ง แต่เชื่อว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะเป็นไปอย่างค่อยไปค่อยไป ไม่ทำให้เศรษฐกิจชะงักงัน และ ธปท.จะต้องมั่นใจก่อนว่าเศรษฐกิจในช่วงต่อไปขยายตัวได้ดีแน่นอน"
นายอภิศักดิ์กล่าวต่อว่า ทิศทางของอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นดังกล่าว สอดคล้องกับมุมมองของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งประเมินไว้ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาว่า อัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์จะต้องปรับขึ้นในครึ่งปีหลัง ดังนั้น สัญญาณที่ ธปท.ส่งมาให้วันนี้ ธนาคารพาณิชย์คาดไว้ก่อนหน้าแล้ว นอกจากนั้น ในการประชุมครั้งนี้ ได้มีการประเมินผลประกอบการของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งออกมาว่าค่อนข้างดี โดยธนาคารพาณิชย์ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองที่ผ่านมาน้อยมาก

ขณะเดียวกัน ได้มีการประเมินส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และเงินฝากสุทธิ หรือ NIM ของระบบ ธนาคารพาณิชย์ด้วยว่า มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยสิ้นปี 2552 ที่ผ่านมา รายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 2.9% ในขณะที่สิ้นไตรมาสแรกอยู่ที่ 2.8%

"ธปท.ไม่ได้กดดันเรื่องบังคับ ให้ธนาคารพาณิชย์ ต้องปรับลดส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก ลงอีกในการประชุมครั้งนี้ แต่ก็เข้าใจตรงกันมาตลอด และธนาคารพาณิชย์ก็พยายามดูแลส่วนต่างดังกล่าวให้ลดลงได้อีก ด้วยการลดต้นทุนการดำเนินงาน ซึ่ง จะทำให้การส่งผ่านค่าใช้จ่ายไปยังไปประชาชนลดลง ได้ แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวไม่ใช่ทำแล้วจะได้ ทันที จะต้องใช้เวลาระยะหนึ่งเพื่อปรับลดส่วนต่าง" นายอภิศักดิ์กล่าวต่อ อีกว่า ธปท.ได้ฝากให้ ธนาคารพาณิชย์เร่งปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สินเชื่อธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ซึ่งเป็นนโยบายที่ผู้ว่าการ ธปท.ขอให้ทำตั้ง แต่ต้นปีแล้ว และครั้งนี้ขอให้ช่วยกันปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่วนการปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมการให้บริการทางการเงินนั้น การบ้านเดิมที่ให้ไว้ก่อนหน้านี้ของ ธปท.คือ การปรับลดค่าติดตามทวงถามหนี้ให้ลดลงตามต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งได้ปรับลดค่าติดตามทวงถามหนี้ลงหมดทุกแห่ง แล้ว

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของค่าธรรมเนียมการให้บริการทางการเงินอื่น และการให้บริการผ่านระบบ การชำระเงิน ทาง ธปท.และธนาคารพาณิชย์ยังต้องดำเนินการศึกษาต้นทุนที่แท้จริง และอัตราการคิดค่าธรรมเนียมที่เหมาะสมและเป็นธรรมกับประชาชน ยังอยู่ในโครงการที่ต้องทำร่วมกันต่อไป ซึ่งคาดว่าจะค่อยๆ ทยอยปรับปรุงค่าธรรมเนียมให้เหมาะสมได้เป็นระยะๆ "ส่วนเรื่องสุด ท้ายที่ ธปท.ฝากคือ การใช้ระบบการอ่านเช็คด้วยภาพ ซึ่งจะช่วยให้การจ่ายเงินจากเช็คลดเวลาลงได้มาก แต่ในขณะนี้ยังมีปัญหาในส่วน ของเช็คของบางหน่วยงาน หรือประชาชนบางส่วนที่มีการใช้ตราประทับบนเช็ค ซึ่งไม่สามารถอ่านผ่าน ระบบภาพเช็คได้ ซึ่งทำให้เช็คส่วนนี้ต้องใช้เวลาหลายวันในการตรวจสอบและชำระเงินผ่านเช็ค จึงได้ฝากธนาคารพาณิชย์ไปทำความเข้าใจกับลูกค้า".

ที่มาของข่าว:http://www.thaihomeonline.com/preview.php?url=http://www.thairath.co.th/content/eco/96061

คำถาม
1.การประเมินส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และเงินฝากสุทธิ หรือ NIM ของระบบ ธนาคารพาณิชย์มีแนวโน้มอย่างไร.
2.ธปท.ได้ประเมินภาพรวมของเศรษฐกิจว่าอย่างไร.
3.การใช้ระบบการอ่านเช็คด้วยภาพ ช่วยในเรื่องอะไร.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น