วันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

กองทุนรวมหุ้นระยะยาว LTF

จัดทำโดย :
น.ส.สุชญา ตั้งนิธิวัฒน์ 5101103162


LTF ย่อมาจากคำว่า Long Term Equity Fund หรือเรียกในชื่อไทยว่า “กองทุนรวมหุ้นระยะยาว” เป็นกองทุนรวมที่เน้นลงทุนในหุ้น โดยทางการสนับสนุนให้จัดตั้งขึ้นเพื่อเพิ่มสัดส่วนผู้ลงทุนสถาบัน (ซึ่งก็คือ กองทุนรวม) ที่จะลงทุนระยะยาวในตลาดหลักทรัพย์ฯ การเพิ่มผู้ลงทุนสถาบันดังกล่าวจะช่วยให้ตลาดทุนไทยมีเสถียรภาพมากขึ้น ทั้งนี้ ผู้ที่ลงทุนใน LTF ที่เป็นบุคคลธรรมดาจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อเป็นแรงจูงใจในการลงทุน

LTF เหมาะกับคนทุกกลุ่มที่ต้องการลงทุนในหุ้นระยะยาว แต่อาจไม่มีความชำนาญเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้น หรือไม่มีเวลา จึงลงทุนผ่านกองทุนรวม ทั้งนี้ ผู้ลงทุนจะต้องเข้าใจและยอมรับความเสี่ยงจากการลงทุน และเงื่อนไขเกี่ยวกับระยะเวลาในการลงทุนได้ นั่นก็คือ ลงทุนแล้วถือหน่วยลงทุนไว้ไม่น้อยกว่า
5 ปี

นโยบายการลงทุน
มีแบบเดียว คือ ลงทุนในหุ้นสามัญที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยแต่ละ LTF อาจมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน เช่น บาง LTF อาจเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่ม SET 50 หรือหุ้นตามกลุ่มอุตสาหกรรม หรือลงทุนในหุ้นตามที่บริษัทจัดการเห็นควรก็ได้ ขึ้นอยู่กับรายละเอียดนโยบายการลงทุนของ LTF กองนั้น ๆ

ข้อแตกต่างของ LTF จากกองทุนรวมทั่ว ๆ ไป ดังนี้
1. หากลงทุนครบตามเงื่อนไขจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี
2. ไม่สามารถโอน จำนำ หรือนำหน่วยลงทุนไปเป็นหลักประกันได้
3. เป็นกองทุนเปิด ซึ่งกำหนดให้ขายคืนหน่วยลงทุนได้ไม่เกินปีละ 2 ครั้ง


เงื่อนไขการลงทุนของ LTF เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี มีดังนี้
เมื่อผู้ลงทุนซื้อ LTF แล้ว ต้องถือหน่วยลงทุนไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี (นับตามปีปฏิทิน เช่น เงินลงทุนแต่ละยอดที่ซื้อในระหว่างปี 2547 จะครบเงื่อนไขตั้งแต่เดือนมกราคม 2551 เป็นต้นไป และส่วนที่ลงทุนในระหว่างปี 2548 ก็จะครบเงื่อนไขตั้งแต่เดือนมกราคม 2552 เป็นต้นไป โดยในการขายคืนนั้น จะขายคืนเพียงบางส่วนหรือทั้งหมดก็ได้) ทั้งนี้ เงินลงทุนใน LTF ที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี จะต้องเป็นการลงทุนภายในช่วงระยะเวลาไม่เกินปี 2559 เท่านั้น

สิทธิประโยชน์ทางภาษีของ LTF
หากปฏิบัติตามเงื่อนไขการลงทุน ผู้ลงทุนใน LTF จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีถึง 2 ทางด้วยกัน คือ

ทางที่ 1 เงินซื้อหน่วยลงทุนใน LTF จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 15 % ของเงินได้ในแต่ละปี ทั้งนี้ ต้องไม่เกิน 300,000 บาท
ทางที่ 2 กำไรจากการขายคืนหน่วยลงทุน (capital gain) ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ หากลงทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี

ลักษณะการผิดเงื่อนไขการลงทุนของ LTF มีดังนี้
การขายคืนหน่วยลงทุนก่อนครบกำหนด 5 ปีปฏิทิน ถือว่าผิดเงื่อนไขการลงทุน ทั้งนี้ กรณีผู้ลงทุนเสียชีวิตหรือทุพพลภาพ ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าว จะไม่ถือว่าผิดเงื่อนไขการลงทุน เมื่อการผิดเงื่อนไขการลงทุนแล้ว ผู้ลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอีกต่อไป และต้องดำเนินการดังนี้

1. ต้องคืนเงินภาษีที่ได้รับยกเว้นไป เฉพาะยอดเงินลงทุนที่ขายคืนพร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน โดยนับตั้งแต่เดือนเมษายน ของปีที่ผู้ลงทุนยื่นขอยกเว้นภาษี จนถึงเดือนที่มีการยื่นคืนเงินภาษี ดังนั้น ผู้ลงทุนจึงควรยื่นขอคืนเงินภาษีพร้อมเงินเพิ่มทันทีที่มีการทำผิดเงื่อนไขการลงทุน โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงรอบชำระภาษีตามปกติ

2. ต้องจ่ายภาษีของกำไรส่วนเกินทุน (capital gain) โดยนำกำไรที่ได้รับจากการขายคืนไปรวมเป็นเงินได้ของปีที่ขายคืนเพื่อเสียภาษีเงินได้ ซึ่งในทางปฏิบัติเมื่อผู้ลงทุนขายคืน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมจะหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ของกำไรส่วนเกินทุนไว้ก่อน
คำถาม...
1.กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) คืออะไร
2.ข้อแตกต่างระหว่าง LTF กับ กองทุนรวมทั่วๆไป เเตกต่างกันอย่างไร
3.เมื่อผู้ลงทุนทำผิดเงื่อนไขการลงทุน จะต้องดำเนินการอย่างไร

วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ต่างชาติแหล่งทุนบอนด์คาดสิ้นปีพุ่ง 1.3 แสนล.

จัดทำโดย นางสาวสุชญา ตั้งนิธิวัฒน์

เลขทะเบียน 5101103162

สมาคมตลาดตราสารหนี้เผย ต่างชาติกลับมาลงทุนตราสารหนี้ไทย คาดสิ้นปีแตะ 1.3 แสนล้าน รับดอกเบี้ยขาขึ้น-เศรษฐกิจไทยแกร่ง ขณะที่สหรัฐฯ-ยุโรปยังมีปัญหา พร้อมคาดสิ้นปี 53 เอกชนออกหุ้นกู้ ใกล้เคียงปีก่อนที่ 3.9 แสนล้านบาท


น.ส.อริยา ติรณะประกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สมาคมตราสารหนี้ไทย(ThaiBMA ) กล่าวว่า การกลับเข้ามาถือครองตราสารหนี้ หรือตลาดบอนด์ ของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติว่ามีสัญญาณเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรกต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้ประมาณ 47,000 ล้านบาท และมียอดถือครองตราสารหนี้สุทธิอยู่ที่ 92,000 ล้านบาท จากช่วงก่อนหน้ายอดถือครองตราสารหนี้สุทธิของต่างชาติจะอยู่ที่ 50,000-60,000 ล้านบาท

ทั้งนี้คาดว่าครึ่งปีหลังนี้ กระแสเงินลงทุน(ฟันด์โฟลว์)ของต่างชาติจะไหลเข้ามาลงทุนได้อีกประมาณ 30,000 ล้านบาท ทำให้สัดส่วนการถือครองตราสารหนี้ของต่างชาติเพิ่มขึ้นเป็น 130,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2 % จากมูลค่าตราสารหนี้คงค้างรวม 6.4 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขการถือครองตราสารหนี้ในประเทศในช่วงก่อนที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะประกาศคุมเงินทุนไหลเข้า 30% เมื่อปี 2549

สำหรับเหตุผลที่คาดว่าต่างชาติจะกลับมาถือครองตราสารหนี้ไทยซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลนั้นมาจากการที่เศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพ และมีแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่ง ขณะที่แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยก็มีทิศทางจะเพิ่มขึ้น ซึ่งผลของดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจะทำให้นักลงทุนต่างชาติหันมาแสวงหาเงินลงทุนที่ได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า

นอกจากนี้ การที่เศรษฐกิจสหรัฐฯและยุโรปยังมีปัญหาทำให้กลุ่มนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการลงทุนจะเห็นมาสนใจลงทุนในประเทศที่มีเศรษฐกิจฟื้นตัวที่ดีเช่นกัน

นายนิวัติน์ กาญจนภูมินทร์ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย คาดการณ์ปี 2553 มูลค่าการออกหุ้นกู้ใหม่มีโอกาสใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ 390,000 ล้านบาท จากประมาณการเดิมที่สมาคมคาดการณ์ไว้เพียง 250,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการระดมทุนโดยบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่ออกหุ้นกู้เกินระดับหมื่นล้านบาทต่อราย อาทิ กลุ่มสถาบันการเงินทั้ง ธนาคารพาณิชย์และธุรกิจเช่าซื้อ(ลีสซิ่ง) กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มอื่นๆที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

นอกจากนี้คาดว่ามีกลุ่มที่ยังไม่ได้ออกหุ้นกู้ แต่มีแผนระดมทุน อาทิ กลุ่มสื่อสารหากมีความชัดเจนเรื่องใบอนุญาต 3 จี และกลุ่มพลังงานหากมีความชัดเจนเรื่องปัญหามาบตาพุด สำหรับช่วง 6 เดือนกว่าของปีนี้ (สิ้นสุด ณ วันที่ 12 ก.ค. 2553 ) เอกชนออกหุ้นกู้ไปแล้วมูลค่า 167,748 ล้านบาท

นายนิวัติน์ กล่าวว่า หลังจากตนรับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีนโยบายขยายฐานไปยังนักลงทุนกลุ่มใหม่ๆมากขึ้น อาทิ กองทุนรวม บริษัทประกัน สหกรณ์ และนักลงทุนประเภทบุคคล เป็นต้น จากปัจจุบันที่นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดตราสารหนี้จะเป็นธนาคารพาณิชย์

ที่มาของข่าว จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,548 15-17 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 http://www.thannews.th.com/index.php?option=com_content&view=article&id=35918:13&catid=104:-financial-&Itemid=443

คำถาม

1.เหตุผลใดที่คาดว่าต่างชาติจะกลับมาถือครองตราสารหนี้ไทย หรือ ตลาดบอนด์

2.กระเเสเงินลงทุน(ฟันด์โฟลว์)ของต่างชาติที่ไหลเข้ามาลงทุน ทำให้สัดส่วนการถือครองตราสารหนี้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าไหร่

3.ปัจจุบันนักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดตราสารหนี้เป็นกลุ่มใด

วันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

สัญญาณชัดขึ้น ดอกเบี้ยนโยบาย! ธปท.-แบงก์เห็นพ้องกดไม่ลงส่วนต่างดอกเบี้ย

จัดทำโดย นางสาวรัตน์จรี สัมมาแก้ว
เลขทะเบียน 5101103153

นาง ธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวภายหลังการเชิญผู้บริหารธนาคารพาณิชย์มาหารือวานนี้ (13 ก.ค.) ว่า เป็นการพบปะเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจการ เงิน สถาบันการเงิน และระบบการชำระเงิน โดย ธปท.ได้ประเมินภาพรวมของเศรษฐกิจครึ่งปีแรกให้ธนาคารพาณิชย์รับทราบว่า เศรษฐกิจในครึ่งปีแรกขยายตัวได้ดีตามการขยายตัวของภาคเอกชน และการส่งออก ขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองมีความเสี่ยงลดลง ทำให้การขยายตัวในครึ่งปีหลังเกิดขึ้นได้ต่อเนื่อง และความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยภาครัฐจึงมีความจำเป็นลดลง ขณะที่ ธปท.ขอให้ธนาคารพาณิชย์เตรียมความพร้อมสำหรับเกณฑ์มาตรฐานทางการเงินใหม่ที่ จะเริ่มนำมาใช้ในปี 2554 เช่น บาเซิล 3 และมาตรฐานทางบัญชี ไอเอเอส 39 ที่มีรายละเอียดมากขึ้น โดยจะมีการประเมินร่วมกันว่า เกณฑ์ใดที่มีความเหมาะสมนำมาใช้กับระบบสถาบันการเงินไทย

ด้านนาย อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวเพิ่มเติมว่า จากภาวะเศรษฐกิจในครึ่งแรกของปีขยายตัวได้ค่อนข้างดีในทุกภาคส่วนของ เศรษฐกิจ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง ขยายตัวดีต่อเนื่อง ซึ่งจากทิศทางที่ ธปท.เล่าให้ฟัง ทำให้สามารถจับสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ว่าน่าจะเกิดขึ้น เพราะ ธปท.เห็นเป็นเรื่องจำเป็นในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวได้ดี "เท่าที่ ธปท.เล่าเกี่ยวกับเศรษฐกิจและแนวโน้มในอนาคต เหมือนเป็นการส่งสัญญาณให้แบงก์พาณิชย์ทราบแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงิน ของ ธปท. ว่า จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่จะเป็นการปรับขึ้นในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินวันนี้ (14 ก.ค.) เลยหรือไม่นั้น คงต้องขึ้นกับการประเมินภาพของ กนง.อีกครั้ง แต่เชื่อว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะเป็นไปอย่างค่อยไปค่อยไป ไม่ทำให้เศรษฐกิจชะงักงัน และ ธปท.จะต้องมั่นใจก่อนว่าเศรษฐกิจในช่วงต่อไปขยายตัวได้ดีแน่นอน"
นายอภิศักดิ์กล่าวต่อว่า ทิศทางของอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นดังกล่าว สอดคล้องกับมุมมองของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งประเมินไว้ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาว่า อัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์จะต้องปรับขึ้นในครึ่งปีหลัง ดังนั้น สัญญาณที่ ธปท.ส่งมาให้วันนี้ ธนาคารพาณิชย์คาดไว้ก่อนหน้าแล้ว นอกจากนั้น ในการประชุมครั้งนี้ ได้มีการประเมินผลประกอบการของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งออกมาว่าค่อนข้างดี โดยธนาคารพาณิชย์ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองที่ผ่านมาน้อยมาก

ขณะเดียวกัน ได้มีการประเมินส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และเงินฝากสุทธิ หรือ NIM ของระบบ ธนาคารพาณิชย์ด้วยว่า มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยสิ้นปี 2552 ที่ผ่านมา รายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 2.9% ในขณะที่สิ้นไตรมาสแรกอยู่ที่ 2.8%

"ธปท.ไม่ได้กดดันเรื่องบังคับ ให้ธนาคารพาณิชย์ ต้องปรับลดส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก ลงอีกในการประชุมครั้งนี้ แต่ก็เข้าใจตรงกันมาตลอด และธนาคารพาณิชย์ก็พยายามดูแลส่วนต่างดังกล่าวให้ลดลงได้อีก ด้วยการลดต้นทุนการดำเนินงาน ซึ่ง จะทำให้การส่งผ่านค่าใช้จ่ายไปยังไปประชาชนลดลง ได้ แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวไม่ใช่ทำแล้วจะได้ ทันที จะต้องใช้เวลาระยะหนึ่งเพื่อปรับลดส่วนต่าง" นายอภิศักดิ์กล่าวต่อ อีกว่า ธปท.ได้ฝากให้ ธนาคารพาณิชย์เร่งปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สินเชื่อธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ซึ่งเป็นนโยบายที่ผู้ว่าการ ธปท.ขอให้ทำตั้ง แต่ต้นปีแล้ว และครั้งนี้ขอให้ช่วยกันปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่วนการปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมการให้บริการทางการเงินนั้น การบ้านเดิมที่ให้ไว้ก่อนหน้านี้ของ ธปท.คือ การปรับลดค่าติดตามทวงถามหนี้ให้ลดลงตามต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งได้ปรับลดค่าติดตามทวงถามหนี้ลงหมดทุกแห่ง แล้ว

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของค่าธรรมเนียมการให้บริการทางการเงินอื่น และการให้บริการผ่านระบบ การชำระเงิน ทาง ธปท.และธนาคารพาณิชย์ยังต้องดำเนินการศึกษาต้นทุนที่แท้จริง และอัตราการคิดค่าธรรมเนียมที่เหมาะสมและเป็นธรรมกับประชาชน ยังอยู่ในโครงการที่ต้องทำร่วมกันต่อไป ซึ่งคาดว่าจะค่อยๆ ทยอยปรับปรุงค่าธรรมเนียมให้เหมาะสมได้เป็นระยะๆ "ส่วนเรื่องสุด ท้ายที่ ธปท.ฝากคือ การใช้ระบบการอ่านเช็คด้วยภาพ ซึ่งจะช่วยให้การจ่ายเงินจากเช็คลดเวลาลงได้มาก แต่ในขณะนี้ยังมีปัญหาในส่วน ของเช็คของบางหน่วยงาน หรือประชาชนบางส่วนที่มีการใช้ตราประทับบนเช็ค ซึ่งไม่สามารถอ่านผ่าน ระบบภาพเช็คได้ ซึ่งทำให้เช็คส่วนนี้ต้องใช้เวลาหลายวันในการตรวจสอบและชำระเงินผ่านเช็ค จึงได้ฝากธนาคารพาณิชย์ไปทำความเข้าใจกับลูกค้า".

ที่มาของข่าว:http://www.thaihomeonline.com/preview.php?url=http://www.thairath.co.th/content/eco/96061

คำถาม
1.การประเมินส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และเงินฝากสุทธิ หรือ NIM ของระบบ ธนาคารพาณิชย์มีแนวโน้มอย่างไร.
2.ธปท.ได้ประเมินภาพรวมของเศรษฐกิจว่าอย่างไร.
3.การใช้ระบบการอ่านเช็คด้วยภาพ ช่วยในเรื่องอะไร.

วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

สถิติเกี่ยวกับตลาดการเงิน

จัดทำโดย นางสาว รัตน์จรี สัมมาแก้ว 5101103153

สถิติเกี่ยวกับตลาดการเงิน ที่สะท้อนธุรกรรมที่เกิดขึ้นในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ตลาดเงินและตลาดทุน ได้แก่ อัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย ข้อมูลการบริหารสภาพคล่องของ ธปท. ข้อมูลหลักทรัพย์ในตลาดทุน ตลาดตราสารหนี้ และตราสารหนี้ที่ ธปท. เป็นนายทะเบียน รวมถึงราคาทองคำ


อัตราแลกเปลี่ยน
สถิติอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทเทียบกับเงินสกุลอื่นๆ รวมทั้งสิ้น 35 สกุล ประกอบด้วย อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยเงินดอลลาร์ สรอ.กับเงินบาทระหว่างธนาคาร อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยเงินสกุลต่างๆกับเงินบาทที่ธนาคารพาณิชย์ใช้ซื้อขายกับลูกค้า และอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดต่างประเทศคำนวณเป็นเงินบาท โดยอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวเป็นอัตราซื้อขายทันที



อัตราดอกเบี้ย
สถิติเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย ได้แก่ อัตราดอกเบี้ยประจำวันของธนาคารพาณิชย์ อัตราดอกเบี้ยตลาดเงิน ซึ่งครอบคลุม ทั้งอัตราดอกเบี้ยในประเทศ และอัตราดอกเบี้ยในต่างประเทศที่สำคัญ อัตราดอกเบี้ย ปริมาณธุรกรรมและยอดคงค้างเงิน ให้กู้ยืมระหว่างธนาคาร อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงระยะสั้นตลาดกรุงเทพ และราคาอ้างอิงสำหรับหลักทรัพย์ เพื่อธุรกรรมตลาดซื้อคืน

ข้อมูลการบริหารสภาพคล่องของ ธปท.
การดำเนินการผ่านตลาดการเงิน เป็นเครื่องมือหลักในการรักษาระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และการดูแลให้สภาพคล่องในระบบมีเพียงพอต่อความต้องการของระบบธนาคารพาณิชย์ ในการดำรงเงินสำรองและการชำระบัญชี ในการดำเนินการผ่านตลาดการเงิน ธปท. จะปรับสภาพคล่องโดยการเข้าทำธุรกรรมในตลาดการเงิน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระดับเงินสำรองของระบบสถาบันการเงิน และมีผลต่อเนื่องถึงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงิน

ตลาดทุน
สถิติเกี่ยวกับตลาดทุน ได้แก่ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของตลาดต่างๆ หลักทรัพย์ออกใหม่ ตราสารหนี้ภาคเอกชนออกใหม่จำแนกตามประเภทธุรกิจ หลักทรัพย์ออกใหม่จำแนกตามประเภทธุรกิจ (ISIC) ยอดคงค้างหลักทรัพย์





ธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ
สถิติเกี่ยวกับธุรกรรมเงินตราต่างประเทศของสถาบันการเงินที่เปิดดำเนินการในประเทศไทย ได้แก่ ปริมาณการซื้อขายเงินตราต่างประเทศระหว่างธนาคารพาณิชย์กับลูกค้าในประเทศและสถาบันการเงินในต่างประเทศ




ตราสารหนี้ที่ธปท.เป็นนายทะเบียน
สถิติการจำหน่าย การไถ่ถอน และยอดคงค้าง ตราสารหนี้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นนายทะเบียน








ที่มา http://www.bot.or.th/THAI/STATISTICS/FINANCIALMARKETS/Pages/index.aspx




คำถาม


1.ข้อมูลการบริหารสภาพคล่องของ ธปท. มีการดำเนินการ อย่างไร

2.ธุรกรรมเงินตราต่างประเทศของสถาบันการเงินที่เปิดดำเนินการในประเทศไทย คือ

3.อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงิน มีกี่สกุลเงิน ยกตัวอย่างมา 3 สกุลเงิน