วันอังคารที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2553
การจัดการเงืนทุนระยะสั้น
การจัดหาเงินทุนจากแหล่งระยะสั้น เป็นการจัดหาเงินทุนเพื่อใช้สําหรับความต้องการใช้ระยะสั้น ส่วนมากคือ ความต้องการเงินทุนสําหรับเงินทุนหมุนเวียนโดยเฉพาะเงินทุนหมุนเวียนตามฤดูกาล วิธีการจัดหาเงินทุนจากแหล่งเงินทุนระยะสั้นที่
การจัดหาเงินทุนเป็นหน้าที่หนึ่งของผู้จัดการทางการเงิน ซึ่งต้องเลือกแหล่งเงินทุนให้เหมาะสมกับการใช้เงินทุนนั้น ๆ การจัดหาเงินทุนระยะสั้น หมายถึง เงินทุนที่ธุรกิจได้จัดหามาเพื่อนำไปใช้ในการดำเนินกิจการที่มีระยะภายใน 1 ปี
สําคัญแบ่งออกได้เป็น 3 วิธีใหญ่คือ
1. การจัดหาเงินทุนระยะสั้นจากประเพณีทางการค้าหรือได้มาโดยอัตโนมัติแหล่งเงินทุนระยะสั้นเหล่านี้ได้แก่ เจ้าหนี้การค้าและค่าใช้จ่ายค้างจ่าย
2. การจัดหาเงินทุนระยะสั้นโดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์คํ้าประกัน แหล่งเงินทุนแบบนี้ส่วนใหญ่จะได้จากธนาคารพาณิชย์ทั้งในรูปแบบของการเบิกเงินเกินบัญชี การกําหนดวงเงินกู้ เงินกู้แบบหมุนเวียนและเล็ตเตอร์ออฟเครดิต (L/C)
3. การจัดหาเงินทุนระยะสั้นโดยต้องมีหลักทรัพย์คํ้าประกัน หลักทรัพย์ที่นิยมใช้คํ้าประกัน ได้แก่ บัญชีลูกหนี้และสินค้าคงเหลือในการจัดหาเงินทุนจากแหล่งระยะสั้นต่างๆดังกล่าว จําเป็นต้องคํานวณต้นทุนที่แท้จริงของการจัดหาเงินทุนระยะสั้นจากแหล่งเหล่านั้นในอัตราร้อยละต่อปี เพื่อนํามาเปรียบเทียบและเลือกหาเงินทุนระยะสั้นจากแหล่งที่มีต้นทุนที่แท้จริงที่ตํ่าการคํานวณต้นทุนที่แท้จริงดังกล่าวต้องพิจารณาถึงอัตราดอกเบี้ยที่ระบุ วิธีการคิดดอกเบี้ย ค่าธรรม
เนียมต่างๆ ตลอดจนการดํารงเงินฝากคงเหลือไว้ที่สถาบันการเงินผู้ให้กู้
นอกจากต้นทุนของการจัดหาเงินทุนจากแหล่งระยะสั้นจะขึ้นอยู่กับรูปแบบของการกู้ยืมเงินแล้ว ยังขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือของผู้กู้จํานวนเงินที่ขอกู้ ระยะเวลาของความต้องการเงินกู้ สภาวะทางการเงินขณะนั้นและหลักประกันด้วย การจัดหาเงินทุนระยะสั้นอย่างมีประสิทธิภาพจะทําให้กิจการมีสภาพคล่องที่ดีและมีต้นทุนของเงินทุนตํ่าอันจะทําให้ผลการดําเนินงานของกิจการเป็นไปตามวัตถุประสงค์
การวางแผนจัดหาเงินทุนระยะสั้น
สมมติว่ากิจการสามารถระดมทุนได้จากกู้เงินจากธนาคารที่อัตราดอกเบี้ย8% ต่อปีทบต้น4 ครั้งต่อปี(2% ต่อไตรมาส) ซึ่งกิจการสามารถกู้ได้สูงสุด$40mเลื่อนจ่ายหนี้สินไปไตรมาสต่อไปแต่ต้องจ่ายเพิ่ม5% (อัตราที่แท้จริง= 1.054 -1 = 21.6% ต่อปี)ตอนต้นปีกิจการถือตราสารตามความต้องการของตลาดอยู่$5mกู้เงินจากธนาคารถูกกว่า
การประเมินผลแผนการจัดหาเงินทุนระยะสั้น
แผนการระดมทุนของDMC มีข้อด้อยคือการระดมทุนด้วยการเลื่อนจ่ายเป็นวิธีที่แพงซึ่งDMC น่าจะทำได้ดีกว่านี้คำถามที่ผู้บริหารการเงินของDMC ควรถามDMC ต้องสำรองเงินสดหรือหลักทรัพย์ตามความต้องการของตลาดไว้(กันลูกหนี้ไม่จ่ายเงินตามเวลา) มากกว่านี้หรือไม่?แผนการระดมทุนนี้ทำให้อัตราส่วนทุนหมุนเวียน(Current Ratio) และอัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็ว(Quick Ratio) อยู่ในระดับที่เหมาะสมหรือไม่คำถามที่ผู้บริหารการเงินของDMC ควรถาม เจ้าหนี้จะให้ความเชื่อถือน้อยลงหรือไม่ถ้าDMC ยืดระยะเวลาจ่ายหนี้ออกไป?สภาวะทางการเงินของDMC ตอนปลายปีอยู่ในระดับดีหรือไม่จากแผนการดังกล่าว?ควรกู้ระยะยาวหรือไม่?ควรแยกชำระหนี้สินออกเป็น2 ช่วงหรือไม่(เพื่อลด
กระแสเงินสดออกขนาดใหญ่ในไตรมาสแรก)?
แหล่งเงินทุนระยะสั้น
1. เครดิตการค้า ( Trade Credit )2. ตราสารพาณิชย์ ( Commercial Paper )3. เงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ ( Short Term Loans)
เครดิตการค้า ( Trade Credit ) เครดิตการค้า มี 3 รูปแบบคือ
1. บัญชีเงินเชื่อ ( Open Account ) หมายถึง ผู้ขายสินค้าส่งสินค้าให้กับผู้ซื้อพร้อมทั้งใบแจ้งหนี้ ซึ่งแสดงรายการต่าง ๆ เกี่ยวกับราคาสินค้า จำนวนสินค้า ยอดเงินที่ต้องชำระโดยผู้ซื้อไม่ต้องเซ็นหลักฐานใดๆที่แสดงความเป็นหนี้อย่างเป็นทางการ ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ขายจะมีการตรวจสอบฐานะทางการเงินของผู้ซื้อก่อน
2. ตั๋วเงินจ่าย ( Note Payable ) ในกรณีนี้ผู้ขายจะขอให้ผู้ซื้อลงนามในตั๋วสัญญาใช้เงิน เพื่อรับรองสภาพการเป็นหนี้ ตั๋วสัญญาใช้เงินนี้จะระบุวันที่ที่ผู้ซื้อจะต้องชำระเงินไว้อย่างชัดเจน
3. ตั๋วแลกเงิน ( Trade Acceptance ) เป็นวิธีการที่ผู้ซื้อต้องเซ็นรับรองการเป็นหนี้ไว้เป็นหลักฐาน ผู้ขายจะออกดราฟท์ให้ผู้ซื้อเซ็นรับรองว่าจะชำระหนี้ภายในกำหนด และเมื่อถึงกำหนดจะให้นำดราฟท์นั้นไปขึ้นเงินที่ธนาคารใด เมื่อผู้ซื้อเซ็นแล้วดราฟท์ก็จะกลายเป็นตั๋วแลกเงิน และตั๋วแลกเงินนี้สามารถนำไปขายลดในท้องตลาดเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ทันที
ตราสารพาณิชย์ ( Commercial Paper)
ตราสารพาณิชย์ คือ ตั๋วสัญญาใช้เงินที่มีอายุสั้นประมาณ 3 วัน - 9เดือน ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ออกโดยบริษัทที่มีชื่อเสียง มีฐานะทางการเงินน่าเชื่อถือ และสัญญาว่าจะจ่ายเงินแก่ผู้ถือตั๋ว
ตลาดตราสารพาณิชย์ แบ่งออกได้ 2 ประเภทคือ
1. ตลาดตราสารพาณิชย์ที่ขายผ่านผู้ค้าหลักทรัพย์ ( Dealer Market ) ซึ่งผู้ค้าหลักทรัพย์จะคิดค่านายหน้าจากผู้ออกตราสาร2. ตลาดตราสารพาณิชย์ที่ขายโดยผู้ออกโดยตรง ( Direct Placement Market ) วิธีนี้ผู้ออกตราสารจะขายให้นักลงทุนโดยตรงผู้ซื้อตราสารอาจจะเป็นธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงิน หรือบริษัททั่วไป โดยซื้อไว้เพื่อเก็งกำไร หารายได้
เงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ ( Short Term Loans )
เงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ แบ่งเป็น 2 ประเภทดังนี้1. เงินกู้ชนิดไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ( Unsecured Loans )
เงินกู้ชนิดไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ( Unsecured Loans ) คือ เงินกู้ประเภทที่สามารถชำระหนี้คืนในตัวมันเอง ( Self - liquidating ) ซึ่งหมายความว่าสินทรัพย์ที่จัดหามาโดยการใช้เงินกู้ยืมนี้ รายได้ที่ได้กลับมาเปลี่ยนเป็นเงินสดไหลเข้ามาพอเพียงที่จะชำระหนี้เงินกู้ยืมดังกล่าวภายใน 1 ปี
2. เงินกู้ชนิดมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ( Secured Loans )
เงินกู้ชนิดมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ( Secured Loans ) กรณีที่ธนาคารเห็นว่าผู้กู้มีความสามารถในการจ่ายเงินคืนไม่เพียงพอ จึงกำหนดให้มีหลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อลดความเสี่ยงภัยทางการเงิน ซึ่งพิจารณาจาก1. กระแสเงินสดที่เกิดขึ้นจากความสามารถในการดำเนินงานของธุรกิจ2. เงินที่ได้จากการขายหลักทรัพย์ที่ค้ำประกัน
คำถาม
1.ตราสารพาณิชย์ออกเป็นกี่ประเภท
2.แผนการระดมทุนของDMC มีข้อด้อยคืออะไร
3.เงินทุนที่ธุรกิจได้จัดหามาเพื่อนำไปใช้ในการดำเนินกิจการที่มีระยะภายใน 1 ปี แบ่งออกได้กี่วิธี มีอะไรบ้าง
นางสาวมัสติยา อุทิตะสาร เลขทะเบียน 5101103135 บริหารการเงิน C 2/2
วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2553
GOLD FUTURES
ส่วนการซื้อ สัญญาซื้อขายทองคําล่วงหน้า หรือ GOLD FUTURES นั้นเหมือนการเข้าทําสัญญาว่าจะซื้อทองคําตามราคาที่เราคาดการณ์ในอนาคต การซื้อขาย Gold futures เกิดขึ้นในตลาดอนุพันธ์ (TFEX) ซึ่งเราต้องซื้อขายผ่านโบรกเกอร์ที่ได้รับอนุญาตให้เป็นตัวแทนเท่านั้น โดยที่เราไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายเต็มตามราคาทองที่เราต้องการลงทุนเหมือนการซื้อทองคําจากร้านทอง เพียงแค่จ่ายเงินเป็นหลักประกันไว้กับโบรกเกอร์ประมาณ 10% ของมูลค่าทองคําตามที่ระบุในสัญญา โดยสัญญา 1 ฉบับ มีค่าเท่ากับทองคําหนัก 50 บาท ซึ่งเงินประกันนี้มีโอกาสเพิ่มขึ้นหรือลดลง ได้ทุกวันตามราคาราคานี้จะผันผวนตามปัจจัยหลัก เช่น ราคาทองคําในอนาคต และความต้องการในการซื้อขายสัญญาในตลาด TFEX
อายุของสัญญา Gold Futures จะครบกําหนดในเดือนคู่ เช่น เดืนอกุมภาพันธ์ เมษายน มิถุนายน เป็นต้น และเมื่อสัญญาเดือนกุมภาพันธ์ครบกําหนด ก็จะมี gold futures เดือนสิงหาคมเพิ่มเข้ามาให้เลือกซื้ออีก คราวนี้ลองมายกตัวอย่างการลงทุนประเภทนี้กัน สมมติว่าวันนี้เราลงทุนในสัญญาซื้อขายทองคําล่วงหน้าที่จะครบอายุในวันที่ 30 เม.ย.2552 เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2552 ไม่ว่าราคาทองคําในตลาดจะมีราคาเท่าไร เราจะต้องปฏิบัติตามสัญญา คือต้องซื้อทองคําตามราคาที่เราได้กําหนดไว้ในวันที่เราซื้อ Gold futures และต้องขายทองคําจํานวนนั้นในราคาที่กําหนดโดย London Gold AM fixing ซึ่งปรับตามมาตรฐานทองคํา 96.5% ที่ซื้อขายในประเทศไทยเรา โดยการซื้อขายจริงนั้น ไม่มีการรับและส่งมอบทองคํากันแต่อย่างใด แต่เป็นการคํานวณกําไร หรือขาดทุนซึ่งเกิดจากส่วนต่างของราคาซื้อทองคําตามสัญญา และราคาทองคําใน london gold AM fixing การลงทุนในทองคําโดยตรงกับการลงทุนใน gold futures ต่างกันอย่างนี้
คราวนี้ลองกลับมาสํารวจตัวเองว่าเราชอบลงทุนแบบไหน ถ้ามีงบประมาณมากสักหน่อยอยากลงทุนนานๆ และมีทองคําเก็บไว้เป็นมรดกให้ลูกหลาน ก็ควรลงทุนซื้อทองคําของจริง แต่ถ้าชอบลงทุนระยะสั้น พร้อมที่จะเสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเรามีพอร์ตการลงทุนอยู่แล้ว ก็อาจจะซื้อสัญญา ซื้อขายทองคําล่วงหน้า หรือ gold futures มาเพิ่มไว้ในพอร์ตเพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงในการลงทุนได้อีกหนึ่งช่องทาง
บทความโดย : นางสาวทิพวรรณ์ บุญแก้วสุข เลขทะเบียน 5101103145
ที่มาของบทความ : http://www.medchula.com/question.asp?class=58&gid=1842
คำถาม...
1.GOLD FUTURES คืออะไร
2.การซื้อขาย Gold futures เกิดขึ้นในตลาดใด และซื้อขายผ่านใคร
3.อายุของสัญญา Gold Futures จะครบกําหนดในเดือนไหน
วันพฤหัสบดีที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2553
ธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ
คำถาม
1. ปริมาณการซื้อขายเงินตราต่างประเทศ คืออะไร
2. ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ส่งรายงานประจำวันแสดงการซื้อขายเงินตราต่างประเทศทันที ภายในกี่วัน
3.กำหนดให้กิจการวิเทศธนกิจส่งรายงานประจำเดือนแสดงการประกอบธุรกิจเงินตราต่างประเทศและฐานะ ภายในกี่วันของเดือนถัดไป
นางสาวมัสติยา อุทิตะสาร เลขทะเบียน 5101103135 บริหารการเงิน
วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2553
คือ กิจกรรมทางการเงินที่มีไว้ใช้เพื่อการระดมทุนให้แก่หน่วยธุรกิจต่างๆ โดยการเสนอขายตราสารทางการเงินหรือหลักทรัพย์ เช่น พันธบัตร หุ้นกู้ หุ้นบุริมสิทธิ์ หุ้นสามัญ และหน่วยลงทุนให้แก่ประชาชนทั่วไป นับเป็นการระดมเงินออมจากประชาชนเพื่อนำไปใช้ลงทุนในธุรกิจโดยตรง
วานิชธนกิจกับตลาดทุนในประเทศไทย
กระแสการระดมเงินทุนของหน่วยธุรกิจผ่านการซื้อขายหลักทรัพย์ เข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่หลายสิบปีก่อน แต่เพิ่งมีบทบาทมากขึ้นเมื่อมีการก่อตั้ง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2517 เพื่อให้ดำเนินงานในรูปของหน่วยงานที่มิได้มุ่งหวังกำไร โดยทำหน้าที่เป็นตลาดหุ้นหรือศูนย์กลางซื้อขายหลักทรัพย์ รวมทั้งกำหนดระเบียบกฎเกณฑ์ เพื่อให้การซื้อขายหลักทรัพย์เป็นไปด้วยความมีระเบียบ คล่องตัว และยุติธรรม ตลาดทุนในประเทศไทยกลายเป็นแหล่งระดมเงินทุนที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดเมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังเจริญเติบโตสุดขีด
ซึ่งตลาดทุนแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. ตลาดแรกหรือตลาดหลักทรัพย์ออกใหม่ (Primary Market) เป็นแหล่งกลางที่มีการเสนอขายหลักทรัพย์ที่ออกใหม่ให้แก่ประชาชนทั่วไป เมื่อธุรกิจต้องการขยายทุนเพิ่ม
2. ตลาดรองหรือตลาดซื้อขายหลักทรัพย์ที่เคยผ่านตลาดแรกมาแล้ว (Secondary Market) ตลาดรองนี้ไม่มีผลโดยตรงต่อการระดมเงินออมจากประชาชน แต่เป็นการซื้อขายเพื่อเปลี่ยนมือของผู้ถือหลักทรัพย์วาณิชธนกิจ เป็นการให้คำปรึกษาทางการเงิน โดยเสนอแนะโครงสร้างทางการเงินของกิจการทั้งด้านเงินกู้และด้านเงินทุน เพื่อให้กิจการมีโครงสร้างทางการเงินที่เหมาะสมกับการดำเนินธุรกิจของกิจการ ซึ่งทำให้กิจการมีความมั่นคงและความประหยัดทางการเงิน เช่น ผู้ประกอบการโดยทั่วไป มักชอบกู้เงินแบบเบิกเกินบัญชีมาใช้เป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบธุรกิจ บางครั้งนำเงินกู้เบิกเกินบัญชีซึ่งเป็นเงินกู้ระยะสั้นมาใช้ในการซื้อที่ดินและสร้างโรงงานอันเป็นการลงทุนระยะยาว
กรณีข้างต้นนี้ วาณิชธนากร (Investment Banker) จะให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการให้ใช้เงินทุนหรือเงินกู้ระยะยาวสำหรับการลงทุนซื้อสินทรัพย์ถาวร และให้ใช้เงินกู้เบิกเกินบัญชีเฉพาะเป็นเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) เท่านั้น ซึ่งเป็นการปรับโครงสร้างทางการเงินให้มีความมั่นคงขึ้น เนื่องจากสัญญาเงินกู้เบิกเกินบัญชีเป็นสัญญาที่มีอายุเพียง 1 ปี ไม่เหมาะที่จะนำมาใช้ใน
การลงทุนซื้อสินทรัพย์ถาวร ซึ่งมีระยะเวลาคืนทุนนานกว่า 1 ปี กิจการจะมีปัญหาทางการเงินทันทีที่ธนาคารไม่ต่ออายุสัญญาเงินกู้เบิกเกินบัญชี
วานิชธนกิจ (Investment Banking) กับ วาณิชธนากร (Investment Banker)
วาณิชธนากร คือ ผู้ที่ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำในธุรกิจวาณิชธนกิจ ผู้ประกอบการที่ต้องการระดมทุนจากตลาดเงิน และตลาดทุนโดยตรงแทนการกู้เงินจากสถาบันการเงิน จำเป็นต้องใช้บริการของวาณิชธนากร เนื่องจากการออกหลักทรัพย์เพื่อขายในตลาดแรก มีความยุ่งยากและมีความเสี่ยงในการขายหลักทรัพย์อยู่มาก โดยเฉพาะในกรณีที่มีการระดมทุนเป็นจำนวนมาก ดังนั้น บริษัทต่างๆ ที่ต้องการระดมทุนจาดตลาดเงินหรือตลาดทุน มักจะใช้บริการของวาณิชธนากร ซึ่งเป็นมืออาชีพในการบริหารการออกหลักทรัพย์โดยตรง วาณิชธนากรมีหน้าที่ที่สำคัญ ดังนี้
1. ริเริ่มในการออกหลักทรัพย์ (Originator) เป็นผู้ริเริ่มให้กับกิจการว่าจะจัดหาเงินทุนโดยวิธีใด จะออกหุ้นชนิดใด ในราคาใด จึงจะเหมาะสมกับโครงสร้างธุรกิจของ
บริษัท
2. รับประกันการขาย (Uunderwriter) เป็นผู้รับประกันว่าจะขายหลักทรัพย์นั้นให้ ทั้งหมดหรือตกลงจะรับซื้อหลักทรัพย์เป็นบางส่วน ถ้าหลักทรัพย์นั้นขายได้ไม่หมด ทำให้กิจการได้รับเงินทุนครบตามจำนวนที่ต้องการได้
3. จัดจำหน่าย (Distributor) โดยจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ที่ออกใหม่หรือที่มีจำหน่ายอยู่แล้วให้กับผู้ลงทุน อาจทำหน้าที่ทั้งหมดเพียงผู้เดียว หรืออาจจะร่วมกันทำหน้าที่ระหว่างหลายๆ วาณิชธนกิจก็ได้ เรียกว่า Syndication
4. ค้าหลักทรัพย์ (Dealer) ทำหน้าที่เป็นผู้ค้าหลักทรัพย์ที่มีการจำหน่ายอยู่แล้ว อาจเป็นการซื้อไว้เพื่อหากำไรเอง หรือซื้อไว้เนื่องจากรับประกันการขายไว้และขายไม่หมดจนต้องรับซื้อไว้ก็ได้
5. ตัวแทนหรือนายหน้า (Broker) เป็นตัวแทนให้ผู้ลงทุนในการซื้อขายหลักทรัพย์ ทุกชนิดตามความต้องการของลูกค้า ไม่ว่าหลักทรัพย์นั้นจะอยู่ในหรือนอกตลาดหุ้นก็ตาม รายได้ของตัวแทน คือ ค่านายหน้า
6. ที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisor) ให้บริการธุรกิจโดยเป็นที่ปรึกษาทาง การเงินของกิจการไม่ว่าในด้านของการลงทุน ด้านซื้อขายหลักทรัพย์และข่าวสารเกี่ยวกับตลาดหุ้น วาณิชธนากรจึงช่วยให้ธุรกิจสามารถจัดหาเงินทุนระยะยาวได้โดยสะดวกใน ดังนั้น ตลาดเงินและตลาดทุน โดยทั่วไปจะให้บริการกับกิจการขนาดกลางและขนาดใหญ่ รายได้ของวาณิชธนากร คือ ผลต่างของราคาที่ขายให้กับราคาที่ต้องจ่ายให้กับผู้ออกหลักทรัพย์นั่นเอง
การออกจำหน่ายหลักทรัพย์ของธุรกิจ
โดยทั่วไปมีวิธีการออกจำหน่ายหลักทรัพย์อยู่ 3 วิธี คือ
1. Private Placement เป็นการออกหลักทรัพย์ขายให้แก่นักลงทุนประเภทสถาบันตาม
คำจำกัดความของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ ไม่มีสิทธิ์เสนอขายให้แก่
ประชาชนโดยทั่วไป ส่วนมากใช้ในกรณีที่หลักทรัพย์นั้นมีจำนวนไม่มากนัก เพื่อประหยัด ค่าใช้จ่ายในการขาย
2. Public Offering กิจการผู้ออกหลักทรัพย์จะมอบให้วาณิชธนากรเป็นผู้จำหน่ายหลักทรัพย์ทั้งหมดให้แก่ประชาชนทั่วไป
การให้วาณิชธนากรช่วยระดมทุนให้นั้น ทำให้ได้เงินทุนตามที่ต้องการ และสะดวกรวดเร็ว แต่เสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก กิจการจึงต้องพิจารณาว่าคุ้มหรือไม่ เพราะถ้า ทำเองอาจเสี่ยงต่อการขายได้ช้าหรือขายไม่หมด ทำให้ไม่ได้เงินทุนตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
3. Rights Offering ผู้ออกหลักทรัพย์ใหม่เสนอขายหลักทรัพย์ใหม่ให้กับผู้ถือหุ้นเดิม ตามสัดส่วนของจำนวนหุ้นที่ถืออยู่
บทความโดย : น.ส.ทิพวรรณ์ บุญแก้วสุข เลขทะเบียน 5101103145
ที่มาของบทความ : http://www.ismed.or.th/SME/src/upload/knowledge/11811991754667ab47de582.pdf
คำถาม...
1.วานิชธนกิจมีหน้าที่และความสำคัญอย่างไร
2.วานิชธนกิจ กับ วาณิชธนากร มีความแตกต่างกันอย่างไร
3.การออกจำหน่ายหลักทรัพย์ของธุรกิจมีกี่วิธี อะไรบ้าง
วันพุธที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2553
โบรกเกอร์ช่วยคุณได้อย่างไร
โบรกเกอร์ไม่ใช่เป็นเพียงคนกลางในการซื้อขายหลักทรัพย์ให้กับคุณเท่านั้น โบรกเกอร์จะต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ความรับผิดชอบและบริการต่าง ๆ ที่ให้แก่ลูกค้าทุกขั้นตอนอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่เริ่มเปิดบัญชี จนกระทั่งถึงขั้นตอนสิ้นสุดของการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ รวมทั้งช่วยดูแลให้คำปรึกษาแนะนำ หรือแก้ไขปัญหาให้กับคุณโบรกเกอร์อาจให้บริการในลักษณะและรูปแบบที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับขนาดธุรกิจและความชำนาญของบริษัท คุณควรจะศึกษาข้อมูลและพิจารณาเลือกโบรกเกอร์ที่สามารถให้บริการตอบสนองความต้องการของคุณได้ดีที่สุดคุณสามารถดูรายชื่อและข้อมูลบริษัทได้
เลือกใช้บริการโบรกเกอร์ Class A
ก่อนอื่น ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจก่อนว่า โบรกเกอร์นั้น เป็นผู้ทำหน้าที่แทนผู้ลงทุน ตั้งแต่ให้คำแนะนำ ให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ซื้อขายหุ้นของผู้ลงทุน เป็นคนรับคำสั่งซื้อขายหุ้นจากผู้ลงทุนส่งเข้าระบบ ของตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อให้ผู้ลงทุนได้หรือขายหุ้นตามที่ต้องการ และยังเป็นคนดูแลเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ของผู้ลงทุน เช่น จ่ายเงินชำระค่าซื้อหุ้น นำหุ้นที่ซื้อมาส่งมอบ แจ้งถึงสิทธิที่จะได้รับจากหุ้นที่ถืออยู่ พวกเงินปันผลและการใช้สิทธิในฐานะผู้ถือหุ้น จึงเป็นหน้าที่ของผู้ลงทุนที่จะเลือกคนที่ไว้ใจ ได้มาทำหน้าที่แทนโดยยึดถือ ผลประโยชน์ของผู้ลงทุนเป็นสำคัญ ซึ่งเรื่องนี้อาจไม่ง่ายที่จะเลือก หลักที่ผู้ลงทุนควรให้ความสนใจเวลาเลือกใช้บริการจากโบรกเกอร์ CLASS A
Capital : ฐานะมั่นคงเนื่องจากโบรกเกอร์ต้องทำหน้าที่ดูแลทรัพย์สินเงินทองของลูกค้าที่ฝากไว้ พวกหุ้นและเงินสด โบรกเกอร์ จึงต้องมีฐานะการเงินมั่นคง และมีความสามารถในการดำรงอัตราส่วนเงิน กองทุนสภาพคล่องสุทธิ (Net Capital: NC) ซึ่งก็คือ ความเพียงพอของสินทรัพย์สภาพคล่องของโบรกเกอร์ ที่จะจ่ายคืนหนี้สินให้แก่ลูกค้า หากบริษัทประสบปัญหาทางการเงิน ในเรื่อง NC นี้ ก.ล.ต. ติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด หากพบว่าโบรกเกอร์รายใดมี NC ต่ำกว่าเกณฑ์ ก.ล.ต. ก็จะสั่งการและเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณชน ดังนั้น ผู้ลงทุนก็ต้องคอยติดตามข่าวสารของ ก.ล.ต. และติดตามฐานะการเงินของโบรกเกอร์ได้จากงบการเงินที่ติดประกาศไว้ ณ ที่ทำการของโบรกเกอร์ หรือในเว็บไซต์ของ ก.ล.ต. http://www.sec.or.th
License : ดำรงใบอนุญาตผู้ที่จะเป็นโบรกเกอร์จะต้องได้รับใบอนุญาตจากทางการ และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. นั่นก็คือ ต้องปฏิบัติตามเกณฑ์และกฎระเบียบที่ ก.ล.ต. ออกอย่างเคร่งครัด ไม่เช่นนั้นอาจถูกพักหรือเพิกถอนใบอนุญาตได้ กฎระเบียบต่าง ๆ ก็มีไว้เพื่อให้การปฏิบัติงานของโบรกเกอร์ เป็นไปในมาตรฐานเดียวกัน และคุ้มครอง ผู้ลงทุนว่าจะได้รับบริการที่ดีมีคุณภาพ ผ่านการให้คำแนะนำจากบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถซึ่ง ก.ล.ต. ก็ได้ออกกฎให้เจ้าหน้าที่การตลาดต้องมาขึ้นทะเบียนกับ ก.ล.ต. ดังนั้น ก่อนใช้บริการ ผู้ลงทุนควรตรวจดูว่าโบรกเกอร์ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ รวมทั้งเจ้าหน้าที่การตลาด มีชื่ออยู่ใน list ของ ก.ล.ต. หรือเปล่า ข้อมูล เหล่านี้ดูได้จากเว็บไซต์ของ ก.ล.ต. เช่นกัน
Advice : สามารถแนะนำผู้ลงทุนจะต้องสังเกตและใช้ดุลยพินิจว่า คำแนะนำที่โบรกเกอร์ให้แก่ผู้ลงทุนมีคุณภาพหรือไม่ โดยหลักแล้ว โบรกเกอร์ที่ดีจะต้องให้คำแนะนำ ที่เป็นไปตามหลักวิชาการ และสามารถอ้างอิงแหล่งที่มาได้ ได้รับการ ตรวจสอบ และหากเป็นการให้ความเห็นส่วนตัวก็ต้องแจ้งให้ผู้ลงทุนทราบ นอกจากนี้ คำแนะนำจะต้องเหมาะสมและสอดคล้อง กับความต้องการของผู้ลงทุน มีการแจ้งให้ผู้ลงทุนทราบ ถึงส่วนได้เสียที่จะเกิดจากการซื้อขายหุ้นของผู้ลงทุน และต้องไม่ชวนให้ซื้อขายหุ้นบ่อย ๆ เพื่อหวังค่านายหน้า ข้อนี้ผู้ลงทุนอาจสอบถาม ได้จากลูกค้าของโบรกเกอร์ หรือติดต่อกับโบรกเกอร์โดยตรง
System & Control : ทำระบบดี ระบบงานที่ดีเป็นหัวใจสำคัญของการให้บริการ เพราะจะทำให้โบรกเกอร์มีกลไกที่จะสอบทานการปฏิบัติ หน้าที่ ทำให้สามารถให้บริการ ที่มีคุณภาพแก่ผู้ลงทุนได้ ระบบงานที่ว่า คือ ระบบควบคุมภายในที่ดี โดยมีการแบ่งแยกผู้ปฏิบัติงานด้านติดต่อลูกค้า และด้านจัดการเอกสารและข้อมูลออกจากกัน พร้อมทั้งมีการตรวจสอบการปฏิบัติงานระหว่างกัน มีระบบดูแลทรัพย์สินของลูกค้า โดยโบรกเกอร์ต้องจัดทำบัญชีทรัพย์สินของลูกค้าแยกออกจากทรัพย์สินของโบรกเกอร์เองและต้องแจ้งยอดทรัพย์สินคงเหลือให้ลูกค้าทราบทุกเดือน มีการบันทึกเทปเสียงเมื่อมีการให้คำแนะนำและรับคำสั่งซื้อขายหุ้นจากผู้ลงทุน เป็นต้น นอกจากนี้ โบรกเกอร์จะมีหน่วยงานเฉพาะควบคุมดูแล ให้พนักงานปฏิบัติตามเกณฑ์ของทางการ รวมทั้งมีหน่วยงานรับเรื่องร้องเรียนของผู้ลงทุน ที่ไม่พอใจการให้บริการของโบรกเกอร์ ข้อนี้ผู้ลงทุนอาจสอบถามได้จากลูกค้าของโบรกเกอร์หรือ มาดูข้อมูลผลการตรวจสอบระบบงาน ของโบรกเกอร์ที่ ก.ล.ต. ก็ได้
Staff : มีบุคลากรเชี่ยวชาญการบริการของโบรกเกอร์ที่ให้ผู้ลงทุนล้วนมาจากบุคลากรทั้งสิ้น บริการที่ดีจึงเกิดจากบุคลากรที่มีความรู้ ความชำนาญ มีประสบการณ์ และมีจรรยาบรรณในการทำงาน ตั้งแต่ระดับปฏิบัติการ ซึ่งมีหน้าที่โดยตรง จนถึงระดับผู้บริหาร หรือกรรมการที่ควบคุมการปฏิบัติงาน และกำหนดนโยบาย จึงเป็นเรื่องที่ผู้ลงทุน ควรให้ความสำคัญ โดยสอบถามจากลูกค้าของโบรกเกอร์ และติดตามข่าวสารของ ก.ล.ต. เกี่ยวกับการลงโทษผู้บริหารของโบรกเกอร์
Arbitration : ยินดีเข้ากระบวนการอนุญาโตตุลาการข้อนี้ถือเป็นคุณสมบัติพิเศษนอกเหนือจากคุณสมบัติพื้นฐาน เพราะเป็นเรื่องการเพิ่มบริการแก่ผู้ลงทุนและ เป็นการแสดงความรับผิดชอบ ที่โบรกเกอร์มีต่อการให้บริการของตน หากผู้ลงทุนพบว่าโบรกเกอร์ ไม่ดำเนินการตามสัญญาหรือไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์ของทางการ จนทำให้ผู้ลงทุนได้รับความเสียหาย ข้อพิพาทที่เกิดขึ้น จะถูกนำเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการของ ก.ล.ต. ซึ่งจะมีบุคคลที่สาม เป็นผู้ตัดสินข้อพิพาท อย่างเป็นธรรม สะดวก รวดเร็ว และประหยัด ข้อนี้ผู้ลงทุนจะสังเกตได้จากโบรกเกอร์ที่ใช้ตราสัญลักษณ์บนเอกสารหรือติดที่สถานที่ทำการ หรืออาจสอบถามได้จากโบรกเกอร์เอง
คำถาม...
1.หลักที่ผู้ลงทุนควรให้ความสนใจเวลาเลือกใช้บริการจากโบรกเกอร์ CLASS A มีอะไรบ้าง
2.โบรกเกอร์คือใคร
3.โบรกเกอร์มีหน้าที่อะไรและสำคัญอย่างไร
แหล่งที่มา http://www.settrade.com/brokerpage/IPO/StaticPage/Education/broker.html
จัดทำโดย นายดุสิต วงษ์พวง 5101103165
สาขา การเงิน
วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2553
6 ขั้นตอนการลงทุน คู่มือสำหรับผู้ลงทุนภายในประเทศ
ขั้นที่ 1 : ทำความรู้จักกับสินค้า
ถ้าเข้าใจว่าสินค้าแต่ละตัวคืออะไรแล้ว ก็จะสามารถเลือกประเภทของสินค้าที่จะลงทุนตามความสนใจของได้ง่ายขึ้น มีสินค้าหลากหลายให้เลือกลงทุนได้ โดยหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนและมีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์มี 7 ประเภทด้วยกันคือ:
หุ้นสามัญ (ordinary shares)
หุ้นบุริมสิทธิ (preferred shares)
หุ้นเรา (debentures)
หุ้นเราแปลงสภาพ (convertible debentures)
หน่วยลงทุน (unit trusts)
ใบสำคัญแสดงสิทธิในการซื้อหลักทรัพย์ (warrants)
ตราสารอนุพันธ์ (derivative warrants)
ขั้นที่ 2 : รู้จักตัวเอง และเลือกบริษัทนายหน้าที่เหมาะสม
ถามคำถามต่อไปนี้กับตัวคุณเอง ถ้าคุณยังไม่แน่ใจว่าพร้อมหรือยังที่จะลงทุนในหลักทรัพย์ :
จุดประสงค์ของการลงทุนในหลักทรัพย์ของคุณคืออะไร ?
คุณพร้อมจะรับการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นที่คุณซื้อไว้แล้วหรือไม่ ?
คุณมีงบประมาณในการลงทุนเท่าไร ?
คุณต้องการลงทุนแบบใด ซื้อหุ้นเอง (single share) หรือลงทุนในกองทุนรวม (investment fund) ?
คุณจะเสี่ยงได้แค่ไหน ?
เมื่อคุณรู้จักความต้องการของตัวเองมากขึ้นแล้ว คุณควรตั้งคำถามต่อไปนี้กับบริษัทหลักทรัพย์ที่คุณสนใจเพื่อช่วยในการเลือกบริษัทที่จะทำหน้าที่เป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ที่มีคุณสมบัติตรงกับความต้องการของคุณมากที่สุด
คุณต้องใช้เงินเท่าไรสำหรับการเปิดบัญชี ?
บริษัทให้บริการอะไรแก่คุณบ้าง ?
บริษัทคิดค่าธรรมเนียมเท่าไร ?
บริษัทมีแผนกวิจัยของตัวเองหรือไม่ ?
คุณจะได้รับข้อมูลวิจัย และข้อมูลอื่นของบริษัทเป็นประจำหรือไม่ ?
บริษัทจะส่งข่าวและข้อมูลเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของตลาดให้คุณอย่างไร และบ่อยแค่ไหน ?
คุณสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบทบาทและบริการของบริษัทหลักทรัพย์เหล่านี้ ตลอดจนวิธีการพิจารณาคุณสมบัติของโบรกเกอร์ที่ดีในรู้จักกับโบรกเกอร์
ขั้นที่ 3 : การสั่งซื้อขายหลักทรัพย์
ถ้าคุณคิดว่า ตลาดหลักทรัพย์เป็นศูนย์กลางของการซื้อขายหลักทรัพย์ ความเข้าใจของคุณถูกต้อง แต่ถ้าคุณคิดว่าคุณสามารถส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นให้กับตลาดหลักทรัพย์โดยตรง ความเข้าใจของคุณยังคลาดเคลื่อนเพราะว่าการซื้อขายหลักทรัพย์จะต้องทำผ่านบริษัทสมาชิก (โบรกเกอร์) หรือบริษัทหลักทรัพย์ที่มิใช่สมาชิก (ซับโบรกเกอร์) เท่านั้น
ขั้นที่ 4 : ทำความเข้าใจกับค่าธรรมเนียมในการซื้อขายหลักทรัพย์
คุณจะต้องเสียค่าธรรมเนียมทุกครั้งที่คุณซื้อหรือขายหลักทรัพย์ โดยจ่ายค่าธรรมเนียมให้บริษัทนายหน้า หรือ โบรกเกอร์ ภายใน 3 วันทำการนับจากวันที่ซื้อหรือขาย (T+3 )นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก เช่น ภาษีหัก ณ ที่จ่ายของเงินปันผลและภาษีดอกเบี้ย เป็นต้น
ขั้นที่ 5 : ศึกษาและติดตามข้อมูลก่อนและหลังการซื้อขายหลักทรัพย์
คุณควรจะศึกษาและติดตามข้อมูลทั้งก่อนและหลังการซื้อขาย โดยคุณสามารถใช้บริการข้อมูลต่าง ๆ ของ ตลาดหลักทรัพย์และของบริษัทนายหน้าของคุณซึ่งมีอยู่หลากหลายประเภท ทั้งที่ให้บริการฟรี และ ที่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
ขั้นที่ 6 : รู้จักจังหวะเวลาในการตัดสินใจลงทุน
ก่อนตัดสินใจลงทุนในหลักทรัพย์ คุณควรขอคำปรึกษาจากแหล่งต่าง ๆ ก่อน เช่น จากโบรกเกอร์ของคุณ จากเพื่อน ๆ รวมทั้งหาข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์และแหล่งอื่น ๆ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น อย่าลืมว่า คุณจะต้อง เป็นผู้ตัดสินใจเองในที่สุด ! อย่าลืมว่า การลงทุนใด ๆ ย่อมมีความเสี่ยงด้วยกันทั้งนั้น แต่การวางแผนที่รอบคอบ ช่วยให้ความเสี่ยงลดน้อยลงได้
คำถาม...
1.หลักทรัพย์ที่จดทะเบียนและมีการซื้อขายในตลาดหลักทัพย์มีกี่ประเภท อะไรบ้าง
2.การซื้อขายหลักทรัพย์ต้องทำอย่างไร
3.ก่อนการลงทุนในหลักทรัพย์ควรศึกษาข้อมูลจากแหล่งใดบ้าง
แหล่งข้อมูล http://www.tsi-thailand.org/โดย นายดุสิต วงษ์พวง เลขทะเบียน 5101103165
คณะ บริหารธุรกิจ สาขา การเงิน
วันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
กองทุนรวมหุ้นระยะยาว LTF
LTF ย่อมาจากคำว่า Long Term Equity Fund หรือเรียกในชื่อไทยว่า “กองทุนรวมหุ้นระยะยาว” เป็นกองทุนรวมที่เน้นลงทุนในหุ้น โดยทางการสนับสนุนให้จัดตั้งขึ้นเพื่อเพิ่มสัดส่วนผู้ลงทุนสถาบัน (ซึ่งก็คือ กองทุนรวม) ที่จะลงทุนระยะยาวในตลาดหลักทรัพย์ฯ การเพิ่มผู้ลงทุนสถาบันดังกล่าวจะช่วยให้ตลาดทุนไทยมีเสถียรภาพมากขึ้น ทั้งนี้ ผู้ที่ลงทุนใน LTF ที่เป็นบุคคลธรรมดาจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อเป็นแรงจูงใจในการลงทุน
LTF เหมาะกับคนทุกกลุ่มที่ต้องการลงทุนในหุ้นระยะยาว แต่อาจไม่มีความชำนาญเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้น หรือไม่มีเวลา จึงลงทุนผ่านกองทุนรวม ทั้งนี้ ผู้ลงทุนจะต้องเข้าใจและยอมรับความเสี่ยงจากการลงทุน และเงื่อนไขเกี่ยวกับระยะเวลาในการลงทุนได้ นั่นก็คือ ลงทุนแล้วถือหน่วยลงทุนไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี
นโยบายการลงทุน
มีแบบเดียว คือ ลงทุนในหุ้นสามัญที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยแต่ละ LTF อาจมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน เช่น บาง LTF อาจเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่ม SET 50 หรือหุ้นตามกลุ่มอุตสาหกรรม หรือลงทุนในหุ้นตามที่บริษัทจัดการเห็นควรก็ได้ ขึ้นอยู่กับรายละเอียดนโยบายการลงทุนของ LTF กองนั้น ๆ
ข้อแตกต่างของ LTF จากกองทุนรวมทั่ว ๆ ไป ดังนี้
1. หากลงทุนครบตามเงื่อนไขจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี
2. ไม่สามารถโอน จำนำ หรือนำหน่วยลงทุนไปเป็นหลักประกันได้
3. เป็นกองทุนเปิด ซึ่งกำหนดให้ขายคืนหน่วยลงทุนได้ไม่เกินปีละ 2 ครั้ง
เงื่อนไขการลงทุนของ LTF เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี มีดังนี้
เมื่อผู้ลงทุนซื้อ LTF แล้ว ต้องถือหน่วยลงทุนไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี (นับตามปีปฏิทิน เช่น เงินลงทุนแต่ละยอดที่ซื้อในระหว่างปี 2547 จะครบเงื่อนไขตั้งแต่เดือนมกราคม 2551 เป็นต้นไป และส่วนที่ลงทุนในระหว่างปี 2548 ก็จะครบเงื่อนไขตั้งแต่เดือนมกราคม 2552 เป็นต้นไป โดยในการขายคืนนั้น จะขายคืนเพียงบางส่วนหรือทั้งหมดก็ได้) ทั้งนี้ เงินลงทุนใน LTF ที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี จะต้องเป็นการลงทุนภายในช่วงระยะเวลาไม่เกินปี 2559 เท่านั้น
สิทธิประโยชน์ทางภาษีของ LTF
หากปฏิบัติตามเงื่อนไขการลงทุน ผู้ลงทุนใน LTF จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีถึง 2 ทางด้วยกัน คือ
ทางที่ 1 เงินซื้อหน่วยลงทุนใน LTF จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 15 % ของเงินได้ในแต่ละปี ทั้งนี้ ต้องไม่เกิน 300,000 บาท
ทางที่ 2 กำไรจากการขายคืนหน่วยลงทุน (capital gain) ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ หากลงทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
ลักษณะการผิดเงื่อนไขการลงทุนของ LTF มีดังนี้
การขายคืนหน่วยลงทุนก่อนครบกำหนด 5 ปีปฏิทิน ถือว่าผิดเงื่อนไขการลงทุน ทั้งนี้ กรณีผู้ลงทุนเสียชีวิตหรือทุพพลภาพ ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าว จะไม่ถือว่าผิดเงื่อนไขการลงทุน เมื่อการผิดเงื่อนไขการลงทุนแล้ว ผู้ลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอีกต่อไป และต้องดำเนินการดังนี้
1. ต้องคืนเงินภาษีที่ได้รับยกเว้นไป เฉพาะยอดเงินลงทุนที่ขายคืนพร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน โดยนับตั้งแต่เดือนเมษายน ของปีที่ผู้ลงทุนยื่นขอยกเว้นภาษี จนถึงเดือนที่มีการยื่นคืนเงินภาษี ดังนั้น ผู้ลงทุนจึงควรยื่นขอคืนเงินภาษีพร้อมเงินเพิ่มทันทีที่มีการทำผิดเงื่อนไขการลงทุน โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงรอบชำระภาษีตามปกติ
2. ต้องจ่ายภาษีของกำไรส่วนเกินทุน (capital gain) โดยนำกำไรที่ได้รับจากการขายคืนไปรวมเป็นเงินได้ของปีที่ขายคืนเพื่อเสียภาษีเงินได้ ซึ่งในทางปฏิบัติเมื่อผู้ลงทุนขายคืน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมจะหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ของกำไรส่วนเกินทุนไว้ก่อน
วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ต่างชาติแหล่งทุนบอนด์คาดสิ้นปีพุ่ง 1.3 แสนล.
จัดทำโดย นางสาวสุชญา ตั้งนิธิวัฒน์
เลขทะเบียน 5101103162
สมาคมตลาดตราสารหนี้เผย ต่างชาติกลับมาลงทุนตราสารหนี้ไทย คาดสิ้นปีแตะ 1.3 แสนล้าน รับดอกเบี้ยขาขึ้น-เศรษฐกิจไทยแกร่ง ขณะที่สหรัฐฯ-ยุโรปยังมีปัญหา พร้อมคาดสิ้นปี 53 เอกชนออกหุ้นกู้ ใกล้เคียงปีก่อนที่ 3.9 แสนล้านบาท
น.ส.อริยา ติรณะประกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สมาคมตราสารหนี้ไทย(ThaiBMA ) กล่าวว่า การกลับเข้ามาถือครองตราสารหนี้ หรือตลาดบอนด์ ของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติว่ามีสัญญาณเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรกต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้ประมาณ 47,000 ล้านบาท และมียอดถือครองตราสารหนี้สุทธิอยู่ที่ 92,000 ล้านบาท จากช่วงก่อนหน้ายอดถือครองตราสารหนี้สุทธิของต่างชาติจะอยู่ที่ 50,000-60,000 ล้านบาท
ทั้งนี้คาดว่าครึ่งปีหลังนี้ กระแสเงินลงทุน(ฟันด์โฟลว์)ของต่างชาติจะไหลเข้ามาลงทุนได้อีกประมาณ 30,000 ล้านบาท ทำให้สัดส่วนการถือครองตราสารหนี้ของต่างชาติเพิ่มขึ้นเป็น 130,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2 % จากมูลค่าตราสารหนี้คงค้างรวม 6.4 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขการถือครองตราสารหนี้ในประเทศในช่วงก่อนที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะประกาศคุมเงินทุนไหลเข้า 30% เมื่อปี 2549
สำหรับเหตุผลที่คาดว่าต่างชาติจะกลับมาถือครองตราสารหนี้ไทยซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลนั้นมาจากการที่เศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพ และมีแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่ง ขณะที่แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยก็มีทิศทางจะเพิ่มขึ้น ซึ่งผลของดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจะทำให้นักลงทุนต่างชาติหันมาแสวงหาเงินลงทุนที่ได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า
นอกจากนี้ การที่เศรษฐกิจสหรัฐฯและยุโรปยังมีปัญหาทำให้กลุ่มนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการลงทุนจะเห็นมาสนใจลงทุนในประเทศที่มีเศรษฐกิจฟื้นตัวที่ดีเช่นกัน
นายนิวัติน์ กาญจนภูมินทร์ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย คาดการณ์ปี 2553 มูลค่าการออกหุ้นกู้ใหม่มีโอกาสใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ 390,000 ล้านบาท จากประมาณการเดิมที่สมาคมคาดการณ์ไว้เพียง 250,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการระดมทุนโดยบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่ออกหุ้นกู้เกินระดับหมื่นล้านบาทต่อราย อาทิ กลุ่มสถาบันการเงินทั้ง ธนาคารพาณิชย์และธุรกิจเช่าซื้อ(ลีสซิ่ง) กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มอื่นๆที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
นอกจากนี้คาดว่ามีกลุ่มที่ยังไม่ได้ออกหุ้นกู้ แต่มีแผนระดมทุน อาทิ กลุ่มสื่อสารหากมีความชัดเจนเรื่องใบอนุญาต 3 จี และกลุ่มพลังงานหากมีความชัดเจนเรื่องปัญหามาบตาพุด สำหรับช่วง 6 เดือนกว่าของปีนี้ (สิ้นสุด ณ วันที่ 12 ก.ค. 2553 ) เอกชนออกหุ้นกู้ไปแล้วมูลค่า 167,748 ล้านบาท
นายนิวัติน์ กล่าวว่า หลังจากตนรับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีนโยบายขยายฐานไปยังนักลงทุนกลุ่มใหม่ๆมากขึ้น อาทิ กองทุนรวม บริษัทประกัน สหกรณ์ และนักลงทุนประเภทบุคคล เป็นต้น จากปัจจุบันที่นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดตราสารหนี้จะเป็นธนาคารพาณิชย์
ที่มาของข่าว จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,548 15-17 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 http://www.thannews.th.com/index.php?option=com_content&view=article&id=35918:13&catid=104:-financial-&Itemid=443
คำถาม
1.เหตุผลใดที่คาดว่าต่างชาติจะกลับมาถือครองตราสารหนี้ไทย หรือ ตลาดบอนด์
2.กระเเสเงินลงทุน(ฟันด์โฟลว์)ของต่างชาติที่ไหลเข้ามาลงทุน ทำให้สัดส่วนการถือครองตราสารหนี้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าไหร่
3.ปัจจุบันนักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดตราสารหนี้เป็นกลุ่มใด
วันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
จัดทำโดย นางสาวรัตน์จรี สัมมาแก้ว
เลขทะเบียน 5101103153
นาง ธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวภายหลังการเชิญผู้บริหารธนาคารพาณิชย์มาหารือวานนี้ (13 ก.ค.) ว่า เป็นการพบปะเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจการ เงิน สถาบันการเงิน และระบบการชำระเงิน โดย ธปท.ได้ประเมินภาพรวมของเศรษฐกิจครึ่งปีแรกให้ธนาคารพาณิชย์รับทราบว่า เศรษฐกิจในครึ่งปีแรกขยายตัวได้ดีตามการขยายตัวของภาคเอกชน และการส่งออก ขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองมีความเสี่ยงลดลง ทำให้การขยายตัวในครึ่งปีหลังเกิดขึ้นได้ต่อเนื่อง และความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยภาครัฐจึงมีความจำเป็นลดลง ขณะที่ ธปท.ขอให้ธนาคารพาณิชย์เตรียมความพร้อมสำหรับเกณฑ์มาตรฐานทางการเงินใหม่ที่ จะเริ่มนำมาใช้ในปี 2554 เช่น บาเซิล 3 และมาตรฐานทางบัญชี ไอเอเอส 39 ที่มีรายละเอียดมากขึ้น โดยจะมีการประเมินร่วมกันว่า เกณฑ์ใดที่มีความเหมาะสมนำมาใช้กับระบบสถาบันการเงินไทย
ด้านนาย อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวเพิ่มเติมว่า จากภาวะเศรษฐกิจในครึ่งแรกของปีขยายตัวได้ค่อนข้างดีในทุกภาคส่วนของ เศรษฐกิจ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง ขยายตัวดีต่อเนื่อง ซึ่งจากทิศทางที่ ธปท.เล่าให้ฟัง ทำให้สามารถจับสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ว่าน่าจะเกิดขึ้น เพราะ ธปท.เห็นเป็นเรื่องจำเป็นในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวได้ดี "เท่าที่ ธปท.เล่าเกี่ยวกับเศรษฐกิจและแนวโน้มในอนาคต เหมือนเป็นการส่งสัญญาณให้แบงก์พาณิชย์ทราบแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงิน ของ ธปท. ว่า จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่จะเป็นการปรับขึ้นในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินวันนี้ (14 ก.ค.) เลยหรือไม่นั้น คงต้องขึ้นกับการประเมินภาพของ กนง.อีกครั้ง แต่เชื่อว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะเป็นไปอย่างค่อยไปค่อยไป ไม่ทำให้เศรษฐกิจชะงักงัน และ ธปท.จะต้องมั่นใจก่อนว่าเศรษฐกิจในช่วงต่อไปขยายตัวได้ดีแน่นอน"
นายอภิศักดิ์กล่าวต่อว่า ทิศทางของอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นดังกล่าว สอดคล้องกับมุมมองของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งประเมินไว้ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาว่า อัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์จะต้องปรับขึ้นในครึ่งปีหลัง ดังนั้น สัญญาณที่ ธปท.ส่งมาให้วันนี้ ธนาคารพาณิชย์คาดไว้ก่อนหน้าแล้ว นอกจากนั้น ในการประชุมครั้งนี้ ได้มีการประเมินผลประกอบการของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งออกมาว่าค่อนข้างดี โดยธนาคารพาณิชย์ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองที่ผ่านมาน้อยมาก
ขณะเดียวกัน ได้มีการประเมินส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และเงินฝากสุทธิ หรือ NIM ของระบบ ธนาคารพาณิชย์ด้วยว่า มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยสิ้นปี 2552 ที่ผ่านมา รายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 2.9% ในขณะที่สิ้นไตรมาสแรกอยู่ที่ 2.8%
"ธปท.ไม่ได้กดดันเรื่องบังคับ ให้ธนาคารพาณิชย์ ต้องปรับลดส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก ลงอีกในการประชุมครั้งนี้ แต่ก็เข้าใจตรงกันมาตลอด และธนาคารพาณิชย์ก็พยายามดูแลส่วนต่างดังกล่าวให้ลดลงได้อีก ด้วยการลดต้นทุนการดำเนินงาน ซึ่ง จะทำให้การส่งผ่านค่าใช้จ่ายไปยังไปประชาชนลดลง ได้ แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวไม่ใช่ทำแล้วจะได้ ทันที จะต้องใช้เวลาระยะหนึ่งเพื่อปรับลดส่วนต่าง" นายอภิศักดิ์กล่าวต่อ อีกว่า ธปท.ได้ฝากให้ ธนาคารพาณิชย์เร่งปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สินเชื่อธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ซึ่งเป็นนโยบายที่ผู้ว่าการ ธปท.ขอให้ทำตั้ง แต่ต้นปีแล้ว และครั้งนี้ขอให้ช่วยกันปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่วนการปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมการให้บริการทางการเงินนั้น การบ้านเดิมที่ให้ไว้ก่อนหน้านี้ของ ธปท.คือ การปรับลดค่าติดตามทวงถามหนี้ให้ลดลงตามต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งได้ปรับลดค่าติดตามทวงถามหนี้ลงหมดทุกแห่ง แล้ว
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของค่าธรรมเนียมการให้บริการทางการเงินอื่น และการให้บริการผ่านระบบ การชำระเงิน ทาง ธปท.และธนาคารพาณิชย์ยังต้องดำเนินการศึกษาต้นทุนที่แท้จริง และอัตราการคิดค่าธรรมเนียมที่เหมาะสมและเป็นธรรมกับประชาชน ยังอยู่ในโครงการที่ต้องทำร่วมกันต่อไป ซึ่งคาดว่าจะค่อยๆ ทยอยปรับปรุงค่าธรรมเนียมให้เหมาะสมได้เป็นระยะๆ "ส่วนเรื่องสุด ท้ายที่ ธปท.ฝากคือ การใช้ระบบการอ่านเช็คด้วยภาพ ซึ่งจะช่วยให้การจ่ายเงินจากเช็คลดเวลาลงได้มาก แต่ในขณะนี้ยังมีปัญหาในส่วน ของเช็คของบางหน่วยงาน หรือประชาชนบางส่วนที่มีการใช้ตราประทับบนเช็ค ซึ่งไม่สามารถอ่านผ่าน ระบบภาพเช็คได้ ซึ่งทำให้เช็คส่วนนี้ต้องใช้เวลาหลายวันในการตรวจสอบและชำระเงินผ่านเช็ค จึงได้ฝากธนาคารพาณิชย์ไปทำความเข้าใจกับลูกค้า".
ที่มาของข่าว:http://www.thaihomeonline.com/preview.php?url=http://www.thairath.co.th/content/eco/96061
คำถาม
1.การประเมินส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และเงินฝากสุทธิ หรือ NIM ของระบบ ธนาคารพาณิชย์มีแนวโน้มอย่างไร.
2.ธปท.ได้ประเมินภาพรวมของเศรษฐกิจว่าอย่างไร.
3.การใช้ระบบการอ่านเช็คด้วยภาพ ช่วยในเรื่องอะไร.
วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
สถิติเกี่ยวกับตลาดการเงิน
สถิติเกี่ยวกับตลาดการเงิน ที่สะท้อนธุรกรรมที่เกิดขึ้นในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ตลาดเงินและตลาดทุน ได้แก่ อัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย ข้อมูลการบริหารสภาพคล่องของ ธปท. ข้อมูลหลักทรัพย์ในตลาดทุน ตลาดตราสารหนี้ และตราสารหนี้ที่ ธปท. เป็นนายทะเบียน รวมถึงราคาทองคำ
อัตราแลกเปลี่ยนสถิติอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทเทียบกับเงินสกุลอื่นๆ รวมทั้งสิ้น 35 สกุล ประกอบด้วย อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยเงินดอลลาร์ สรอ.กับเงินบาทระหว่างธนาคาร อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยเงินสกุลต่างๆกับเงินบาทที่ธนาคารพาณิชย์ใช้ซื้อขายกับลูกค้า และอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดต่างประเทศคำนวณเป็นเงินบาท โดยอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวเป็นอัตราซื้อขายทันที
อัตราดอกเบี้ยสถิติเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย ได้แก่ อัตราดอกเบี้ยประจำวันของธนาคารพาณิชย์ อัตราดอกเบี้ยตลาดเงิน ซึ่งครอบคลุม ทั้งอัตราดอกเบี้ยในประเทศ และอัตราดอกเบี้ยในต่างประเทศที่สำคัญ อัตราดอกเบี้ย ปริมาณธุรกรรมและยอดคงค้างเงิน ให้กู้ยืมระหว่างธนาคาร อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงระยะสั้นตลาดกรุงเทพ และราคาอ้างอิงสำหรับหลักทรัพย์ เพื่อธุรกรรมตลาดซื้อคืน
ข้อมูลการบริหารสภาพคล่องของ ธปท.การดำเนินการผ่านตลาดการเงิน เป็นเครื่องมือหลักในการรักษาระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และการดูแลให้สภาพคล่องในระบบมีเพียงพอต่อความต้องการของระบบธนาคารพาณิชย์ ในการดำรงเงินสำรองและการชำระบัญชี ในการดำเนินการผ่านตลาดการเงิน ธปท. จะปรับสภาพคล่องโดยการเข้าทำธุรกรรมในตลาดการเงิน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระดับเงินสำรองของระบบสถาบันการเงิน และมีผลต่อเนื่องถึงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงิน
ตลาดทุนสถิติเกี่ยวกับตลาดทุน ได้แก่ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของตลาดต่างๆ หลักทรัพย์ออกใหม่ ตราสารหนี้ภาคเอกชนออกใหม่จำแนกตามประเภทธุรกิจ หลักทรัพย์ออกใหม่จำแนกตามประเภทธุรกิจ (ISIC) ยอดคงค้างหลักทรัพย์

ธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ
สถิติเกี่ยวกับธุรกรรมเงินตราต่างประเทศของสถาบันการเงินที่เปิดดำเนินการในประเทศไทย ได้แก่ ปริมาณการซื้อขายเงินตราต่างประเทศระหว่างธนาคารพาณิชย์กับลูกค้าในประเทศและสถาบันการเงินในต่างประเทศ
ตราสารหนี้ที่ธปท.เป็นนายทะเบียนสถิติการจำหน่าย การไถ่ถอน และยอดคงค้าง ตราสารหนี้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นนายทะเบียน
ที่มา http://www.bot.or.th/THAI/STATISTICS/FINANCIALMARKETS/Pages/index.aspx
คำถาม
1.ข้อมูลการบริหารสภาพคล่องของ ธปท. มีการดำเนินการ อย่างไร
2.ธุรกรรมเงินตราต่างประเทศของสถาบันการเงินที่เปิดดำเนินการในประเทศไทย คือ
3.อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงิน มีกี่สกุลเงิน ยกตัวอย่างมา 3 สกุลเงิน